2006/Jan/11

ในที่สุดวันนี้ก็กลับถึงบริสเบนซะที หลังจากกลับเมืองไทยไปเกือบเดือนเพื่อไปชุบกลิ่นโคลนสาบควายให้หายคิดถึง ตอนนี้เป็นช่วงที่กำลังนั่งเจ็ตแล็กอยู่ก็เลยมานั่งเช็คอีเมลล์แล้วก็นั่งเขียนบล็อคไปด้วยเลยในตัว

ขอสรุปเรื่องราวที่ผ่านมาคร่าว ๆ แล้วกันนะ

ตอนนี้เหลืออีกแค่หนึ่งเทอมเท่านั้นเกศทิพย์ก็จะจบปริญญาโทแล้ว นั่นหมายความว่าพอพ้นเดือนมิถุนายนไปเราก็จะเป็นไทแล้ว เย้ ๆ ๆ ๆ เรียนจบแล้ว เรื่องต่อจากนี้ไปก็ค่อยคิดแล้วกัน

บางคนอาจจะไม่รู้ว่าช่วงก่อนจะกลับประเทศไทย เกศทิพย์เป็นลมล้มตึง ตึ๊ง ๆ ตึง ๆ ตะลึงตึ๊งตึงค่ะ ก็เลยกลับบ้านไปเช็คร่างกายซะหน่อยเพราะรู้สึกว่าตั้งแต่มาอยู่ออสเตรเลียเนี่ย ร่างกายอ่อนแอเซะเหลือเกิน ปรากฏว่าไปเช็คร่างกาย หมอวัดความดันเกศทิพย์ได้ ๘๔ - ๖๐ ค่ะ วัดสี่ห้าครั้งก็ออกมาผลประมาณเท่าเดิม หมอเลยแอ๊ดมิตเข้าโรงพยาบาลเลยค่ะ หมอบอกว่าปกติแล้วความดันเลือดของผู้หญิงควรจะอยู่ประมาณ ๑๑๐ แต่ว่าถ้าต่ำกว่า ๙๐ จะมีโอกาสช็อคได้ง่าย คืนนั้นเกศทิพย์เลยได้ใช้บริการประกันชีวิตค่ะ นอนให้พยาบาลเอาเข็มน้ำเกลือแทง แล้วก็กินยาโน่นนี่เต็มไปหมด ปรากฏว่าลงท้ายแล้วหมดบอกว่าเป็นอาการสารอาหารในร่างกายไม่เพียงพอก่อให้เกิดภาวะความดันต่ำ (Fasting hypotension) และยังมีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำด้วยค่ะ (Low blood sugar level) เกศทิพย์เลยโดนคุณแม่เทศน์ไปกัณฑ์ใหญ่ฐานไม่ดูแลตัวเองให้ดีค่ะ ต่อจากนี้ไปก็ต้องพักผ่อนให้เพียงพอ ทานอาหารให้ครบห้าหมู่และสามมื้อ ทานผลไม้เยอะ ๆ ดื่มไวน์หรือเบียร์วันละหนึ่งแก้ว (อันนี้ชอบ) ออกกำลังกายบ้าง วิตามินไม่ต้องทานให้ทานอาหารเสริมแทน (ก็ยังคงไม่รู้ว่าสองอันนี้มันต่างกันยังไง)

ต่อไปก็ขอวกเข้าเรื่องที่สนามบินในคืนที่ผ่านมาหน่อยนะคะ เมื่อวานขึ้นเครื่องตอนดึกค่ะ มาถึงสนามบินดอนเมืองตั้งแต่สามทุ่มครึ่งเพื่อเข้าเช็คอิน ปรากฏว่ารอแถวนานมาก ไม่รู้ว่าเป็นอะไร เห็นนายโอ้คบอกว่า ฟิล์ม รัฐภูมิมาขึ้นเครื่องด้วย แต่ก็ไม่น่าจะช้าเพราะคน ๆ เดียวหนา ก็เอาเป็นว่ากว่าจะเช็คอินเสร็จก็ปาเข้าไปเกือบห้าทุ่ม แล้วก็ได้คุยกับพ่อกับแม่และเพื่อน ๆ ที่มาส่ง อันได้แก่ ต้อม น้ำตาล โป้ย พี่โชค โอ้ค เก๋ แจ๊ส ตุ๊ก โบ โอ้ค (แฟนโบ) อีกนิดนึง ได้ของที่ระลึกมามากมาย ส่วนใหญ่เป็นสมุดบันทึก จัดสรรปันส่วนแล้วสมุดของตุ๊กจะเอาไว้จดเล็คเชอร์ เผื่อว่าความฉลาดของตุ๊กและความขยันจะออสโมซิสผ่านสมุดมาหาเราบ้าง ส่วนสมุดของน้ำตาลโดนบังคับว่าให้เขียนทุกวันที่หนึ่งและสิบห้าของเดือนเพราะเป็นวันหวยออก....เกี่ยวไรอ้ะ แล้วจะไปเอามาแลกกันอ่านตอนเรากลับไป ก็จะพยายามเขียนนะค้าบ

ต่อจากนี้ไปธีมของบล็อคจะเปลี่ยนไปนิดนึง จากที่เคยเขียนเป็นไดอารี่กึ่งบล็อค ก็จะเปลี่ยนเป็นบล็อคค่อนข้างเต็มตัว แต่ก็จะคงเป็นเรื่องของเราอยู่ดีนั่นเอง ได้ไอเดียมาจากหนังสือที่เราซื้อแล้วบังคับให้พ่อเขียนคำนิยมให้ ฮ่า ๆ ๆ ชื่อหนังสือ (กึ่งไดอารี่) เล่มนั้นก็คือ บันทึกนี้มอบแด่ลูกหญิง ในเล่มนี้จะมีข้อคิดดี ๆ มากมาย แล้วเราก็ชอบมากด้วย ต่อจากนี้ไปทุกครั้งก็จะขึ้นด้วยคำสอนในหนังสือเล่มนั้นแล้วก็ตามด้วยเรื่องราวจากมุมมองของเราเกี่ยวกับคำสอนนั้น ๆ แล้วกัน เหมือนเป็นการเตือนตนไปในตัวด้วย ใครที่อยู่เมืองไทยแล้วอยากได้ก็ลองไปหาตามร้านซีเอ็ด หรือ บีทูเอสเอานะ น่าจะมีขายอยู่ มีทั้งเล่มเล็กและเล่มใหญ่ จัดทำโดยธรรมสภา เป็นหนังสือที่พ่อหรือแม่มอบให้ลูกชายหรือลูกสาว... น่าอ่าน น่าเก็บ และน่าบอกพ่อหรือแม่ให้ซื้อให้ลูกตัวเองนะ (หรือจะซื้อให้ตัวเองแล้วบังคับพ่อแม่เขียนให้อย่างเราก็ได้ ไม่มีปัญหา)

เอาล่ะ เดี๋ยวเราจะพยายามข่มตาหลับ ก็หวังว่าพรุ่งนี้คงตื่นไปทำงานตอนเช้าไหวนะ

ตั้งแต่พรุ่งนี้ไปต้นไปเกศทิพย์ก็สู้ ๆ สู้ตายค่ะ

2005/Nov/12

วันนี้ทั้งวันไปนั่งที่มหาวทิยาลัย แต่ไม่ได้อ่านหนังสือเป็นเรื่องเป็นราวเลย เพราะว่าเอาแต่เล่นเน็ต แล้วบรรยากาศเป็นใจมาก นั่งอ่านอยู่ เพื่อนเดินมาคุยด้วย นั่งอ่านอยู่เพื่อนเดินมาคุยด้วย เออ.....พวกมึงไม่มีสอบแล้ว ก็อย่ามากวนคนยังสอบไม่เสร็จดิวะ ไอ้พวกบ้าเอ๊ย.....ว่าเขาอีนี่ก็บ้าไปนั่งคุยด้วย

พรุ่งนี้ว่าจะย้ายไปอ่านหนังสือแถวที่ทำงาน มีสมาธิกว่า เงียบกว่า แล้วก็ไม่มีใครกวนด้วย แต่คงหิวกว่าด้วยเพราะว่าไม่มีของกินเท่าไหร่ โฮ ๆ ๆ ๆ ทำไงดีอ้ะ แพ็คของกินไปจากบ้านแล้วกัน แต่ต้องตื่นเช้าหน่อย....เฮ้อ.....หวังว่าคงตื่นนะ

2005/Nov/11

เมื่อคืนนั่งอ่านหนังสือถึงตีสอง แล้วก็ตื่นมาตอนหกโมงเช้าไปสอบตอนแปดโมงครึ่ง วิชานี้เป็นวิชา Risk and Contingency in International Business ก็สนุกสนานดีค่ะ ข้อสอบมีสองข้อตอบไปทั้งหมดรวมแล้วประมาณ ๖ หน้า มันส์ค่ะ ความรู้อะไรที่มีในหัวซัดใส่ไปหมดเลย ข้อสอบถามว่า How can Contingency planning tools help the organisation? Explain it theoritically and provide relevant examples แล้วก็ Researches showthat the slopping management is a primary cause of organisation failures. Discuss and provide the real world examples. สองข้อแบบถามง่าย ๆ แต่ตอบยากชิบสอบเสร็จก็เปิดก๊อกในหัวให้มันไหลออกไปให้หมด เตรียมเก็บความจำของวิชาใหม่เข้ามา

สอบเสร็จตอนเกือบสิบเอ็ดโมงเช้า ก็แล่นแต๊นไปทำงานค่ะ ไปถึงก็นั่งตามงานโน่นนี่ แล้วก็ออกไปทานข้าวนั่งดื่มเบียร์กับคริส นาน ๆ เจ้านายลูกน้องจะได้ออกมาทานข้าวด้วยกันสองคนซักทีค่ะ ก็เลยมีเรื่องเมาธ์สัพเพเหระกันเยอะแยะ คริสเป็นคนน่ารักค่ะ ถ้าคุยรู้เรื่องก็จะเข้าขากันได้อย่างดี แล้วการทำงานของเขาเองก็สอนอะไรเกศทิพย์หลายอย่าง เช่น คุณต้องรู้จัก draw the line ให้ตัวเอง รู้ว่างานของคุณคือ ตรงไหน ยังไง ไม่ไปก้าวก่ายงานคนอื่นและไม่ให้ใครมาโยน "ขี้" ใส่คุณได้ง่าย ๆ ต้องรู้จักต่อรองและกล่าวคำว่า "ไม่" อย่างถูกจังหวะ นอกจากนี้คริสยังเป็นคนที่มีเหตุผลมาก ไม่เอาความชอบความเกลียดมาปะปนกับเรื่องงาน เขาสามารถทำงานกับคนที่เขาเกลียดได้ แต่จะไม่เป็นเพื่อนด้วย คือ ข้าขอเป็นคนร่วมงานแต่อย่าหวังว่าจะมาเป็นเพื่อนข้าเชียว ข้าไม่เอา เขารู้วิธีที่จะวางตัวแบบ "เพื่อนร่วมงานที่ดี" เป็นอะไรที่เราไม่เคยรู้และไม่เคยเรียนรู้มาก่อนเลย นอกจากนี้ก็เป็นทิปเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เกศทิพย์ได้จากคริส ซึ่งไม่รู้จะถ่ายทอดยังไง มันเป็นสิ่งเฉพาะตัวที่พอมาอยู่ใกล้กันแล้วก็ซึมซับไปเอง เหมือนกับที่คริสเองก็ซึมซับความบ้า แล้วก็ซึมซับลัทธิ "สุขนิยม" ไปจากเราบ้างเหมือนกัน

เนื่องจากว่าวันนี้เป็นวันศุกร์ สุข ๆ สองหน่อก็เลยนั่งเมาธ์กันซะเป็นส่วนใหญ่ค่ะ คุยโน่นคุยนี่เล่นกันไปมา มีคุยเรื่องหัวใจนิดหน่อย แล้วด้วยความร้อนตัวกลัวคริสรู้เรื่องเจสัน ก็เลยไพล่คุยไปว่าล่าสุดเจฟถามเรื่องแฟนยังบอกไปเลยว่าไม่มี แล้วก็คุยเรื่องคนอื่น ๆ ในออฟฟิศจนคริสแซวว่า จริง ๆ ไลโอแนลก็น่ารักนะ ไม่สนเหรอ เราก็แบบ คริสไลโอแนลน่ะน่ารักจริง แต่เขามีแฟนแล้วคบกันมาสองปีแล้วด้วย อีกอย่างนะคริส nice young guy น่ะ มันไม่มีเหลือหรอกในโลกนี้ (เอานิ้วเกี่ยวกันแล้วพูดในใจว่า จริง ๆ ยังเหลือเจสันอีกคน) แล้วเกศทิพย์ก็แล่นแต๊นออกไปคุยกับเพื่อนต่างออฟฟิศ

ก็ไปนั่งคุยกับเด็บบี้ แล้วก็ไลโอแนล ไธ แล้วก็เจสัน สนุกดี เจสันเพิ่งรู้ว่าเราเรียนปริญญาโท ตอนแรกเธอนึกว่าเราเรียนอนุปริญญาด้วยซ้ำ พอรู้ปุ๊บเขาก็บอกว่า I am impressed แล้วก็เอามือป้องปากประมาณว่าทำเป็นเหมือนเราไม่เห็นแล้วพูดว่า she is nut ปากมันน้า.....จริง ๆ เล้ย.... เขาก็เลยถามว่าแล้วสุดสัปดาห์นี้ทำอะไรล่ะ เราก็บอกว่าต้องอ่านหนังสือน่ะ มีสอบเหลืออีกสองตัว คิดขึ้นมาได้ว่าสอบเสร็จแล้วเราจะได้ไปดูละครเวทีที่เขาเล่นนี่นา ชักอยากดูเร็ว ๆ แล้วสิ แล้วก็อยากไปดูแฮรี่ พ็อตเตอร์ด้วย ยังไม่รู้เลยว่าที่นี่จะเข้าวันไหน....จริง ๆ น่าชวนเจสันไปดูด้วยกันนะเนี่ย ฮ่า ๆ ๆ คิดได้อย่างเดียว ไม่รู้จะเอ่ยปากชวนยังไง

ช่วงนี้เบื่อเด็กน้อยที่โฮมสเตย์มากเลย.....เริ่มทนนิสัยลูกคนเดียวของเขาไม่ไหวแล้ว เราเองก็พวกลูกคนเดียวด้วย เลยขี้รำคาญ ชักจะไม่ไหวกับความง๊องแง๊ง เห็นแก่ตัว แล้วก็ชอบโกหกของเด็กคนนี้ซะแล้ว อาจเป็นเพราะมันเป็นช่วงสอบด้วยมั๊ง เราเลยรู้สึกว่าความอดทนค่อนข้างจำกัด แล้วเราก็เครียดกับเรื่องอื่นมามากแล้วด้วย ก็หวังว่าตัวเองคงคุมตัวเองได้ดีกว่านี้ เฮ่อ.....เบื่อ

พรุ่งนี้ว่าจะตื่นเช้าไปอ่านหนังสือที่ห้องสมุด ไม่อยากเจอหน้าเขา เห็นแล้วน่ารำคาญ

เอ่อ....ว่าจะจบด้วน ๆ แต่ว่า....คิดถึงเจสันง่ะ